ฉันเมื่อตอนอายุ 41 ปี

บล็อคนี้เขียนในวันเกิดครบรอบ 41 ปี เวลากลางคืน ภรรยากำลังกล่อมลูกนอน ในห้องเช่าย่านทิศตะวันตกของ London หลังจากย้ายมาที่ UK ได้หนึ่งปีกับอีกเกือบ 10 เดือน

ณ ช่วงเวลานี้ รัสเซียกำลังทำสงครามกับยูเครนมาตั้งแต่ต้นปี 2022 และยังไม่มีทีท่าว่าจะจบในเร็ววัน ผลจากสงครามที่ส่งผลกระทบมากที่สุดในตอนนี้คือค่าครองชีพใน UK พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งค่าของกินของใช้ที่เพิ่มขึ้นเกือบทุกรายการ และค่าไฟที่จากเดิมจ่ายเพียงหน่วยละ 17.43p กลายมาเป็นหน่วยละ 35.80p (เพิ่มขึ้นเท่าตัว!) ในรอบบิลของเดือนตุลาคมที่จะมาถึง

ค่าเงินปอนด์อ่อนค่าลงเรื่อยๆ เกือบจะแตะ 1 USD อยู่แล้วในช่วงที่ผ่านมา จนธนาคารกลางอังกฤษต้องออกมาตรการมาแทรกแซง

ตลาดหุ้นทั้งฝั่ง US และ UK ก็เป็นขาลงมาตั้งแต่ต้นปี โดยมีแต่คนบอกว่านี่ยังไม่ใช่จุดต่ำที่สุด และให้ถือเงินสดไว้เป็นดี แต่ถึงกระนั้น ทรัพย์สินส่วนหนึ่งที่เป็นหุ้นบริษัทก็ยังไม่เคยขายออกมาเลยสักครั้ง ไม่ใช่ว่าไม่อยากขาย แต่ตอนนี้มันขาดทุนทางภาษีอยู่ เลยกะว่าจะปล่อยไว้รอวันที่จะไม่ต้องเสีย Capital Gains Tax แล้วค่อยขายทีเดียว (หรืออาจจะเก็บไว้ยาวเลยก็ได้)

เรื่องงานที่บริษัท หลังจากยืนกรานว่าจะยังอยู่ที่ UK และไม่ย้ายไป US ก็ทำให้ต้องเปลี่ยนทีมสังกัด มาอยู่กับทีมที่ Tel Aviv แทน เป็นการเปลี่ยนทีมที่ค่อนข้างส่งผลกระทบกับจิตใจพอสมควร และตอนนี้ก็ยังไม่สามารถก้าวผ่านมันไปได้

ช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา อัยย์เข้าเรียนที่โรงเรียนอย่างเป็นทางการ (ก่อนหน้านี้เป็นแค่ Nursery) โดยเริ่มเรียนจากชั้น Reception ซึ่งหลังจากผ่านมาได้ประมาณเดือนนึง ก็ดูปรับตัวเข้ากับโรงเรียนและเพื่อนใหม่ได้ไม่มีปัญหาอะไร ส่วนพ่อแม่ก็ต้องปรับตัวเข้ากับชีวิตของผู้ปกครองเด็กนักเรียนที่มีกิจกรรมต้องทำอยู่เรื่อยๆ ด้วยเหมือนกัน

โรงเรียนของอัยย์อยู่ใกล้บ้านมาก (เดินแค่ 10 นาทีถึง) และมีหลายคนบอกว่าเป็นโรงเรียนที่ดี (รวมไปถึงคะแนน ofsted ด้วย) ซึ่งเป็นความโชคดีที่ได้เข้าเรียนที่นี่ เพราะโรงเรียนจะรับเด็กที่พ่อแม่นับถือคริสต์ก่อน (ไม่ได้นับถือ) หลังจากนั้นจึงรับเด็กโดยดูจากระยะทางระหว่างบ้านกับโรงเรียน (บังเอิญบ้านใกล้)

บ้าน (หรือจริงๆ เรียกว่าห้องจะเหมาะสมกว่า) ที่อยู่ตอนนี้เป็นห้องขนาดกลางๆ พออยู่ได้สบายๆ และทำเลก็ค่อนข้างโอเค อยู่ใกล้แม่น้ำให้ออกไปเดินเล่นได้ง่าย และมีสนามเด็กเล่นเล็กๆ อยู่ใกล้ๆ พอให้อัยย์เล่นฆ่าเวลาได้บ้าง

สิ่งที่กังวลเกี่ยวกับห้องเช่า คือเรื่องสัญญาเช่าห้องที่จะหมดต้นปีหน้า ซึ่งก็ต้องมาลุ้นว่าเจ้าของห้องจะยังปล่อยเช่าอยู่ไหม จะขึ้นค่าเช่าแค่ไหน จะต่อสัญญากับเราต่อรึเปล่า หรือจะให้มีคนอื่นมาเสนอราคาแข่ง แล้วเราก็ต้องไปแข่งด้วยถ้ายังอยากจะอยู่ต่อ หรือถ้าไม่อยู่ต่อแล้วจะย้ายไปไหน ช่วงนี้บ้านเช่าแถบนี้ค่อนข้างหายาก และราคาก็ปรับขึ้นไปสูงมากด้วย

เป็นช่วงชีวิตที่มีเรื่องกังวลอีกมากมาย สงครามจะจบด้วยนิวเคลียร์ไหม งานจะมีแรงทำไปได้แค่ไหน หรือจะมีปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้มากระทบกับงานรึเปล่า รายได้หักลบภาษีและค่าใช้จ่ายจะมีพอเก็บสำหรับอนาคตรึเปล่า ฯลฯ

เป็นช่วงชีวิตที่รู้สึกหนักอกอยู่พอสมควรเลยทีเดียว

รีวิวใช้งานจริง Keychron K1 (v.4)

Keychron K1 (v.4)

ตั้งใจซื้อคีย์บอร์ดใหม่มาไว้ทำงานที่บ้านในห้องที่ไม่ต้องกังวลว่าเสียงคีย์บอร์ดจะทำให้ลูกตื่น ก็เลยอยากลอง Mechanical Keyboard ในแบบที่อยากได้บ้าง (Clicky Switch) ปกติแล้วจะใช้แต่คีย์บอร์ดที่เสียงเงียบ เพราะไม่ต้องการให้รบกวนคนอื่นที่ทำงานอยู่ในห้องเดียวกัน หรือถ้าตอนอยู่บ้าน ห้องที่ทำงานก็เป็นห้องเดียวกับที่ลูกนอนกลางวัน เลยไม่มีตัวเลือกมากนัก

เหตุผลที่เลือก Keychron K1 นี้ก็เพราะ

  1. เป็นคีย์บอร์ดแบบ Low Profile ทำให้ไม่เมื่อยข้อมือเวลาที่ต้องพิมพ์งานนานๆ
  2. มีช่องว่างบริเวณ Arrow Keys ทำให้เวลาพิมพ์สัมผัสแล้วเลื่อนมือไปหาได้ง่าย
  3. สามารถสลับเครื่องที่จะใช้งานได้ (มากสุด 3 เครื่อง)
  4. มีภาษาไทยที่ปุ่ม โดยสกรีนมาจากโรงงาน ทำให้คิดว่าไม่หลุดลอกง่าย
  5. ราคาไม่แพงเกินไป

ปกติพอพูดถึงคีย์บอร์ดแล้วก็มักจะนึกถึง Logitech ซึ่งก็มีรุ่นที่คล้ายๆ กับ Keychron K1 คือ Logitech G916 TKL แต่ยังหาซื้อในเมืองไทยไม่ได้ง่ายๆ แถมไม่มีภาษาไทยด้วย และราคาก็คงแรงน่าดู

หลังจากได้ใช้งานมาประมาณ 3 อาทิตย์แล้ว ได้ข้อสรุปเรื่องข้อดีข้อเสียคือ

ข้อดี

  • ปุ่มแบบ Clicky ให้ความรู้สึกที่ดีในการพิมพ์ กดแล้วรู้สึกสะใจ (แบบที่ไม่ต้องสนใจคนรอบข้าง)
  • เลือกใช้งานได้ทั้ง MacOS และ Windows โดยมีปุ่มแยกมาให้ถอดเปลี่ยนได้
  • วัสดุที่ใช้ดูแข็งแรงทนทาน น่าจะทนไม้ทนมือได้ดี
  • สามารถใช้งานได้ทั้งแบบมีสายและไม่มีสาย
  • สายชาร์จเป็นแบบ USB-C เวลาเสียบชาร์จไม่ต้องเล็งว่าจะใส่ถูกด้านรึเปล่า
  • แบตเตอรี่อยู่ได้นานพอสมควร ไม่รู้สึกว่าต้องชาร์จบ่อย

ข้อเสีย

  • ไม่มีที่ปรับระดับความลาดเอียง (ที่ปกติจะอยู่ด้านใต้คีย์บอร์ด) ทำให้คีย์บอร์ดมีระนาบที่ขนานกับพื้นโต๊ะมากเกินไป และถึงแม้ว่าจะเป็นคีย์บอร์ดแบบ Low Profile แล้วก็ตาม แต่ก็ทำให้รู้สึกว่าต้องขยับนิ้วไปไกลพอสมควรเวลาจะกดปุ่มที่อยู่แถวๆ ด้านบนคีย์บอร์ด
  • ส่วนตัวแล้วไม่ชอบ RGB Lighting แบบที่ Gaming Keyboard ทั่วไปมี ซึ่ง Keychron K1 (v.4) ก็มี RGB Lighting กับเค้าด้วยเหมือนกัน ซึ่งจากการที่ Keychron ไม่มี Software สำหรับติดตั้งบนเครื่อง การจะเปลี่ยนโหมดของไฟ RGB เลยต้องทำผ่านปุ่มบนคีย์บอร์ด ซึ่งปุ่มนี้จะอยู่ที่มุมบนขวาสุด กดแล้วก็จะเปลี่ยนรูปแบบของไฟไปเรื่อยๆ ข้อเสียคือมันไม่มีโหมดแบบไม่มีไฟเลย อย่างที่รำคาญน้อยที่สุดคือแบบกดแล้วจะมีไฟขึ้นเฉพาะที่ปุ่มนั้นๆ ข้อเสียอีกอย่างคือถ้าเผลอไปกดโดนปุ่มเปลี่ยนโหมดไฟ แล้วอยากจะเปลี่ยนกลับมาที่โหมดเดิม ก็ต้องกดปุ่มไปเรื่อยๆ จนมันวนกลับมา (นับแล้วว่าต้องกด 19 ที)
  • การเชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ (ส่วนตัวใช้ Macbook Pro) บางครั้งจะไม่สามารถเชื่อมต่อได้เวลาที่คีย์บอร์ดตื่นจาก Sleep Mode ซึ่งจะเป็นประมาณวันละครั้ง โดยแต่ละครั้งที่เป็น ต้องไปลบ Bluetooth Keyboard ออกจาก System Preferences แล้วกด Pair ใหม่
  • ไม่สามารถตั้งระยะเวลาของ Sleep Mode ได้ (ตายตัวอยู่ที่ 10 นาที)

จากข้อเสียข้อแรก คิดว่าเป็นปัญหาที่แก้ไม่ยาก แค่หาอะไรมาทำให้มันเอียงก็น่าจะพอ ความคิดแรกเลยคือลองหาขาตั้งคีย์บอร์ดจากเว็บไซต์ Online Shopping ต่างๆ แต่ก็เจอแค่ขาตั้ง Laptop ที่ถ้าเอามาใช้แล้วก็น่าจะสูงเกินไป

ต่อมาก็ลองไปเดิน Home Pro ดูว่ามีอะไรมาทำเป็นขาตั้งได้บ้าง เดินวนอยู่หลายรอบ สุดท้ายก็มาจบที่รางเก็บสายไฟ ที่ราคาไม่แพง และความสูงโอเค ได้ผลลัพธ์ออกมาตามรูป

อาจจะยังดูไม่เนียน เพราะที่บ้านไม่มีเลื่อย รอยตัดเลยไม่ค่อยเนียนเท่าไหร่ แต่เท่าที่ลองใช้มา เรื่องความสูงก็โอเค มีรำคาญบ้างที่ต้องแบกไปไหนมาไหนด้วยกัน (จะติดด้านหลังไปเลยก็ไม่อยากให้คีย์บอร์ดมันมีรอยกาว)

สรุปถ้าถามว่า Keychron K1 (v.4) รุ่นนี้น่าซื้อไหม ก็ถ้าคิดว่ายอมรับข้อเสียต่างๆ นั้นได้ ก็ถือว่าเป็นคีย์บอร์ดที่สร้างความสุขในการใช้งานได้ดี ราคาเมื่อเทียบกับ Mechanical Keyboard รุ่นอื่นๆ ก็ถือว่าไม่แพงมาก ความสามารถต่างๆ อาจจะยังไม่เยอะเท่า แต่หลักๆ แล้วก็ถือว่าเป็นคีย์บอร์ดที่ดีตัวนึง

AeroPress Coffee Maker

AeroPress

ตอนเห็น AeroPress ครั้งแรกก็คิดว่าคงเป็นเครื่องชงกาแฟสมัยใหม่ทั่วไป ไม่ได้มีอะไรดึงดูดมากเป็นพิเศษให้อยากซื้อมาเก็บไว้สะสมหรือเอามาใช้งานแทนเครื่องชงแบบเดิมที่ใช้ (ก่อนหน้านี้จะใช้ Clever Dripper เป็นหลัก) จนกระทั่งวันนึงไปเห็นว่ามีคนใช้ AeroPress ใน การแข่งขันระดับโลก ด้วย ก็เลยสนใจอยากลองใช้ดูบ้าง

หลังจากลองใช้ไปหลายครั้งก็รู้สึกประทับใจมาก ทั้งในแง่ของคุณภาพกาแฟที่ได้ ความเที่ยงตรงระหว่างแก้วต่อแก้ว ความง่ายในการใช้งาน และความสะดวกสบายในการเก็บล้าง (อย่างหลังสุดนี่คือสำคัญมาก) จนตอนนี้กลายเป็นตัวเลือกหลักในการชงกาแฟที่บ้านไปแล้ว

หากสงสัยว่าการเก็บล้าง AeroPress ง่ายขนาดไหน ก็ลองดูจากในวิดีโอสอนชงกาแฟด้วย AeroPress ที่ Alan Adler ผู้ที่คิดค้นเครื่องชงกาแฟนี้มาสอนเองดู

รีวิวใช้งานจริง Powerbeats Pro Totally Wireless

หลังจากลังเลๆ ว่าซื้อมาแล้วจะใช้คุ้มไหม ในที่สุดเมื่อถึงช่วงฤดูกาลลดราคา ก็ตัดสินใจซื้อมาจนได้ ต่อไปนี้เป็นประสบการณ์จริงหลังจากใช้งานมาได้เกือบๆ 2 เดือน และเป็นช่วงที่มีการใช้งานอยู่ค่อนข้างบ่อย

ข้อดี

  • ด้วยรูปทรงที่เป็นแบบขอเกี่ยวหู เลยทำให้ไม่หลุดง่ายเวลาใช้งาน เทียบกับหูฟัง In-Ear True Wireless ตัวอื่นที่เคยใช้มาแล้วรู้สึกมั่นใจกว่ามาก ซึ่งอย่างหลังเวลาใส่ไปสักพักมันก็จะเริ่มหลุดๆ ออกจากหูเอง เวลาที่ต้องใส่ตอนเดินทางด้วยรถไฟฟ้าแล้วมีคนมากระแทกอยู่เรื่อยๆ ก็มีโอกาสสูงที่จะหล่นออกจากหู
  • เชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือได้เร็วมาก ไม่มีปัญหาเสียงขาดๆ หายๆ และยังไม่เคยเจอว่าต้องมา pair ซ้ำอีกรอบตอนหยิบออกมาจากกล่องชาร์จ ซึ่งข้อหลังสุดนี่เคยเจอบ่อยตอนใช้ยี่ห้ออื่น

ข้อเสีย

  • ต่อเนื่องมาจากข้อดีเรื่องรูปทรงที่มีขอเกี่ยวหู ถึงแม้ว่าจะทำให้ไม่หลุดง่าย แต่เวลาเอาใส่หูก็ยากลำบากอยู่พอสมควร ไม่สามารถจับยัดเข้าไปในรูหูตรงๆ ได้ และเวลาใส่ก็มักจะชอบไปกดโดนปุ่มต่างๆ บนหูฟัง ทำให้เพลงหรือวิดีโอเล่นขึ้นมาทั้งๆ ที่ยังไม่ต้องการ
  • กล่องเก็บหูฟังมีขนาดใหญ่พอสมควร ถึงแม้ว่าอาจจะพอ *ยัด* ใส่ลงไปในกระเป๋ากางเกงได้ แต่ก็จะบวมมาก และจะดีกว่าถ้าเอาใส่กระเป๋าสะพายแทน
  • จุกหูฟังที่แถมมาให้ ถึงแม้จะมีหลายขนาดให้เลือกเปลี่ยนได้ แต่ทุกอันเป็นแบบยางธรรมดา ไม่มีแบบโฟมมาให้ ด้วยระดับราคาขนาดนี้ ควรจะใส่มาให้หลายๆ แบบหน่อย ซึ่งส่วนตัวชอบแบบโฟมมากกว่าแบบยาง เพราะเก็บเสียงได้ดีกว่า และใส่สบายกว่าด้วย (แต่ก็ยังดีที่เราสามารถหาซื้อจุกหูฟังจากที่อื่นมาเปลี่ยนได้)
  • ราคาแพงกว่าหูฟังแบบ True Wireless ยี่ห้ออื่นๆ หลายเท่าตัว (โดยเฉพาะหูฟังจากจีนที่เดี๋ยวนี้ขายราคาไม่ถึง 500 บาท)

ส่วนเรื่องอื่นๆ เช่น คุณภาพเสียง ระยะเวลาใช้งาน ก็ถือว่าอยู่ในระดับที่ดี อาจจะไม่ได้ดีที่สุดถ้าวัดกันเป็นตัวเลขกับยี่ห้ออื่นๆ แต่โดยส่วนตัวแล้วก็อยู่ในระดับที่พอใจ ไม่รู้สึกติดขัด

สุดท้ายแล้วอาจจะเห็นว่ามีข้อเสียเยอะกว่าข้อดี แต่ข้อดี 2 ข้อที่ว่ามาก็มีความสำคัญมากพอที่ทำให้รู้สึกว่าตัดสินใจได้ถูกแล้วที่ซื้อ Powerbeats Pro Totally Wireless ตัวนี้มาใช้